วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558
เลียงผา
สมเสร็จ
พะยูน
พะยูนสามารถกลั้นหายใจใต้น้ำได้นานราว
20
นาที เมื่อจะนอนหลับพักผ่อน
พะยูนจะทิ้งตัวลงในแนวดิ่ง และนอนอยู่นิ่ง ๆ กับพื้นทะเลราว 20 นาที ก่อนจะขึ้นมาหายใจอีกครั้งหนึ่ง
อาหารของพะยูน
ได้แก่ หญ้าทะเล ที่ขึ้นตามแถบชายฝั่งและน้ำตื้น
โดยพะยูนมักจะหากินในเวลากลางวัน และใช้เวลานานถึง 8 ชั่วโมงต่อวันพฤติกรรมการหากินจะคล้ายกับหมู โดยจะใช้ครีบอกและปากดุนพื้นทรายไถไปเรื่อย ๆ
จนบางครั้ง จะเห็นทางยาวตามชายหาด จากพฤติกรรมเช่นนี้
พะยูนจึงได้ชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "หมูน้ำ" หรือ "หมูดุด"
ในบางตัวที่เชื่องมนุษย์ อาจเกาะกินตะไคร่บริเวณใต้ท้องเรือได้
เก้งหม้อ
มีการกระจายพันธุ์ในภาคใต้ของพม่า, มาเลเซีย, ภาคตะวันตกและภาคใต้ของไทย
เป็นเก้งที่หายากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก
ครั้งหนึ่งเคยเชื่อว่าเหลือเพียงตัวเดียวในโลก ที่สวนสัตว์ดุสิต แต่ปัจจุบัน
ยังพอหาได้ตามป่าธรรมชาติและวัดในพรมแดนไทยพม่า ที่พระสงฆ์เลี้ยงอยู่
เก้งหม้ออาศัยอยู่ในป่าที่มีความชื้นสูง
เช่น บริเวณหุบเขาหรือป่าดิบชื้นใกล้แหล่งน้ำ อดน้ำได้ไม่เก่งเท่าเก้งธรรมดา
ออกหาอาหารตามลำพังในช่วงเย็นหรือพลบค่ำ
แต่ในบางครั้งอาจพบอยู่เป็นคู่หรือเป็นฝูงเล็ก ๆ ในฤดูผสมพันธุ์ จะผสมพันธุ์ในช่วงฤดูหนาว ตั้งท้องนาน 6 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ปัจจุบันเป็นสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ พ.ศ.2535
แมวลายหินอ่อน
ปัจจุบันนักวิชาการแบ่งแมวลายหินอ่อนออกเป็น
2 ชนิดย่อย ได้แก่ P. m.
marmorata และ P. m. charltoni
ถิ่นอาศัยของแมวลายหินอ่อนอยู่ในรัฐอัสลัมทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย เนปาล (P. m. chartoni) เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกาะบอร์เนียว
และเกาะสุมาตรา เมื่ออยู่ในป่าทึบตามธรรมชาติจะพบเห็นได้น้อย
ปัจจุบันยังมีการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับแมวชนิดนี้อยู่น้อย
และยังไม่ทราบจำนวนประชากรที่แน่นอน
ขณะเดียวกันป่าที่เป็นถิ่นอาศัยก็มีพื้นที่ลดลง ทำให้ปัจจุบันแมวชนิดนี้อยู่ในสถานะที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์
พฤติกรรมของแมวลายหินอ่อน
เมื่ออยู่ในที่เลี้ยงค่อนข้างดุร้ายกว่าเสือหรือแมวป่าชนิดอื่น ๆ
มีอายุในสถานที่เลี้ยงยืนสุด 12 ปี
นกกระเรียน
นกส่วนมากไม่ถูกคุกคามมากนัก
ยกเว้นบางชนิดที่ถูกคุกคามจนวิกฤติ เช่น นกกระเรียนกู่
นกกระเรียนเป็นนักกินตามโอกาส
อาหารจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลและความต้องการสารอาหาร อาหารจะเป็นตั้งแต่ สัตว์ฟันแทะตัวเล็กๆ ปลาสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกและแมลง จนถึง ธัญพืช ลูกไม้ และพืช
มีการแสดงท่าทางที่ซับซ้อนและส่งเสียงร้องเพื่อการเกี้ยวพาราสีหรือที่เรียกว่า
เต้นระบำ ในขณะที่คนทั่วไปคิดว่านะกระเรียนมีคู่ตัวเดียวไปจนตาย
จากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดแสดงว่านกเหล่านี้มีการเปลี่ยนคู่ในช่วงชีวิตของมัน
อาจเป็นในช่วง 10
หลังๆ นกกระเรียนสร้างรังแบบยกพื้นในน้ำตื้นและมักจะวางไข่สองครั้ง
พ่อแม่จะช่วยกันเลี้ยงดูลูก ลูกนกจะอยู่กับพ่อแม่จนกระทั่งฤดูผสมพันธุ์ถัดไป
บางชนิดเป็นนกอพยพทางไกล
แต่ไม่ใช่ทุกชนิด นกกระเรียนชอบอยู่เป็นฝูงขนาดใหญ่
นกแต้วแร้วท้องดำ
นกแต้วแร้วท้องดำถูกค้นพบครั้งแรกในปี พ.ศ. 2418 ในเขตตะนาวศรี ประเทศพม่า มีรายงานการพบครั้งสุดท้าย ในประเทศพม่าปี พ.ศ. 2457 และไม่พบอีกเลยติดต่อกันนานถึง 50 ปี ทำให้ CITES ขึ้นบัญชีเป็นสัตว์ที่สูญพันธุ์
ต่อมาในปี พ.ศ.2529 ถูกค้นพบในประเทศไทยโดย Assoc. Prof.
Philip D. Round และ อุทัย ตรีสุคนธ์ โดยพบ 44-45 คู่ แต่ในปี พ.ศ 2540 เหลือเพียง 9 คู่เท่านั้น ปัจจุบันคาดว่ามีอยู่ประมาณ 13-20 คู่เท่านั้น
จึงถูกให้เป็นป่าสงวน 15 ชนิดของไทย ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
พ.ศ. 2535 ซึ่ง IUCN เคยประเมินสถานภาพให้อยู่ในระดับใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (CE) แต่จากการที่การสำรวจพบประชากรของนกชนิดนี้ในประเทศพม่ามากขึ้น
ในปี พ.ศ. 2551จึงปรับสถานภาพให้ดีขึ้นเล็กน้อยเป็นใกล้สูญพันธุ์ (EN)
นกแต้วแร้วท้องดำ
เป็นหนึ่งในนกแต้วแร้ว (Pitta sp.) 12 ชนิดที่พบได้ในประเทศไทย
รูปร่างอ้วนป้อม คอสั้น หัวโต หางสั้น ลำตัวยาว 22เซนติเมตร ตัวผู้หัวมีสีดำ กระหม่อมและท้ายทอยสีน้ำเงินเหลือบฟ้า
หางสีน้ำเงินอมเขียว ท้องสีเหลืองสดมีริ้วสีดำบาง
ๆ พาดสลับตลอดช่วงท้อง ใต้ท้องมีแต้มสีดำ อันเป็นที่มาของชื่อ ตัวเมียกระหม่อมสีเหลืองอ่อน
มีแถบดำผ่านใต้ตาลงไปถึงแก้ม ท้องสีขาว มีแถบสีน้ำตาลขวางจากอกลงไปถึงก้น
อาศัยอยู่ในป่าดิบที่ราบต่ำ
ซึ่งมีระดับความสูงไม่เกิน 200 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบตามที่ราบ ใกล้ร่องน้ำหรือลำธารที่ชื้นแฉะ
ไม่ชอบอยู่บริเวณที่มีไม้พื้นล่างขึ้นรกทึบ
หากินด้วยการกระโดดหาแมลงบนพื้นดินกินหรืออาจขุดไส้เดือนดินขึ้นมากิน
บางครั้งอาจจับกบ และสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กด้วย
โดยเฉพาะในช่วงมีลูกอ่อน
นกตัวผู้จะร้องหาคู่ด้วยเสียง
2
พยางค์ เร็ว ๆ ว่า "ท-รับ" แต่ถ้าตกใจจะร้องเสียงว่า
"แต้ว แต้ว" เว้นช่วงแต่ละพยางค์ประมาณ 7-8 วินาที
และอาจร้องนานเป็นชั่วโมง
ส่วนเสียงที่ใช้ในการสื่อสารกันระยะใกล้จะใช้เสียงนุ่มดังว่า "ฮุ ฮุ"
มีฤดูผสมพันธุ์อยู่ในช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายน ออกไข่คราวละ 3-4 ฟอง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)